วรภัค รมช.คลัง มองเป็นสัญญาณเตือน หลัง ฟิทช์ เรทติ้งส์ หั่นมุมมองเครดิตเป็น 'ลบ'
วรภัค รมช.คลัง มองเป็นสัญญาณเตือน หลัง ฟิทช์ เรทติ้งส์ หั่นมุมมองเครดิตเป็น 'ลบ' โจทย์ใหญ่รัฐบาลใช้เวลา 4 เดือน ปรับฐานะการคลังให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ยั่งยืน
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Fitch Ratings) ประกาศปรับ(Outlook) ของประเทศไทยจาก "มีเสถียรภาพ" (Stable) ไปเป็น "เชิงลบ"(Negative) แต่ยังคง "อันดับความน่าเชื่อถือ"(Rating) ไทยไว้ที่ ‘BBB+ เหตุผลหลักไม่ได้อยู่ที่ “ตัวเลข” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่อง ความน่าเชื่อมั่นด้านการคลังและการเมือง
- หนี้สาธารณะสูงขึ้น
จากเดิมก่อนโควิดอยู่ราว 35–36% ของ GDP ตอนนี้ขึ้นมาแถว 61% และคาดว่าจะไปแตะ 65% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากไม่มีการปรับลดขาดดุลอย่างจริงจัง
- ความไม่แน่นอนทางการเมือง
การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและความเสี่ยงจากการเลือกตั้งใหม่ ทำให้ Fitch กังวลว่ากรอบการคลังระยะกลาง (Medium-Term Fiscal Strategy) จะไม่ต่อเนื่องและไม่ชัดเจน
- เศรษฐกิจโตต่ำ
ทั้งการส่งออกถูกกดดันจากภาษีสหรัฐฯ 19% และการท่องเที่ยวที่ฟื้นช้ากว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ทำให้ GDP ปีหน้าอาจโตได้เพียง 2.2%
นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ว่า สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลนี้ แม้อายุเพียง 4 เดือน ก็ไม่ได้เพิกเฉย เราได้เริ่มวางแนวทาง fiscal consolidation เพื่อปรับฐานะการคลังให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ยั่งยืน
- ในเดือน พฤศจิกายน ปีนี้เราจะเห็นการจัดทำ Medium-Term Fiscal Framework (MTFF) ฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลนี้จะวาง “roadmap” ชัดเจนต่อสาธารณะว่าจะปรับขาดดุลลงอย่างไร เพื่อไม่ให้หนี้หลุดพ้นจาก trajectory ที่ควบคุมได้
- แนวคิดหลักคือ สร้างความน่าเชื่อมั่น ว่าการขาดดุลจะทยอยลดลงหลังปีงบประมาณ 2569 และหนี้ต่อ GDP จะ stabilise ในระดับที่ไม่เกิน 65% พร้อมทั้งเพิ่มรายได้ภาครัฐและจัดลำดับรายจ่ายอย่างมีวินัย
ดังนั้น มุมมอง Negative ของ Fitch ครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึง “วิกฤตใกล้ตัว” แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า หากไทยไม่แสดงแผนการคลังที่ชัดเจน ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอน และนี่คือโจทย์ที่รัฐบาลเราต้องทำให้ได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเพื่อให้ตลาดและนักลงทุนเห็นว่า ประเทศไทยยังรักษาวินัยการคลังและความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจได้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB